คอมพิวเตอร์เบื้องต้นที่เราต้องเรียนรู้

การเขียนโปรแกรมด้วย For Loop ในภาษา PHP

เครื่องมือชิ้นนี้มีข้อดีที่ช่วยให้เราประหยัดเวลาได้มาก หากเราต้องคิดคำนวณ หรือใช้โค้ดใดๆก็ตามที่ซ้ำๆกัน เช่น โจทย์บอกว่าให้คำนวณสูตรคูณแม่ 5 ถ้าเราเขียนตรงๆ ก็คงต้องเขียนยาวหลายบรรทัด เช่น 5×1=5; 5×2=10; 5×3=15;…ไปเรื่อยๆ

หากเราประหยัดเวลาขึ้นมาเราสามรถทำ Function คิดคำนวณได้ดังนี้  

function Multiply($a){

echo “5x”.$a. “ = ”.($a*5);

}

และเราก็เรียกใช้ function ดังนี้ Multiply(1); Multiply(2); Multiply(3);… Multiply(12);

ผลลัพธ์ที่ได้ที่หน้าเว็ปจะโชว์ว่า 5×1 (1 มาจากตามค่าในวงเล็บ)=5(มาจากการนำค่าในวงเล็บ คูณ 5 ตามสูตรใน ฟังก์ชั่น); 5×2=10; 5×3=15; 5×12=60; จะเห็นได้ว่าสะดวกขึ้นมามากเลยใช่ไหมครับ แต่ว่า หากมีการคิดคำนวณไปจนถึง Multiply (100) ล่ะ เราก็ต้องเขียนกันถึง 100 บรรทัด ซึ่งเริ่มจะเยิ่นเย้อ ไม่สะดวกเหมือนตอนแรกเสียแล้ว

ทีนี้ภาษา PHP ก็มีวิธีการที่สะดวกขึ้นมาอีกมาให้เรา (อีกแล้ว) ซึ่งเรียกกันว่า For Loop วิธีการคอนเซ็ปต์การทำงานคือ

For (กำหนดค่าเริ่มต้น; เงื่อนไขที่จะทำงาน; หลังจากทำรอบเสร็จ) { // ทำงาน }

ยังงงๆ ใช่ไหมครับ ลองมาดูตามตัวอย่างที่เราได้ลองทำไปแล้วเมื่อสักครู่นะครับ

เราตั้งต้น Function เหมือนเดิม

function Multiply($a){

echo “5x”.$a. “ = ”.($a*5);

}

ทีนี้เราเพิ่ม For Loop เข้าไป

For ($i=0;$i<=12;$i++){ // ค่าเริ่มต้นคือ i = 0 โดย i เป็นเหมือนตัวสมการที่ไว้แทนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ; เงื่อนไขที่จะทำงาน – คือ i จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเท่ากับน้อยกว่าเท่ากับ 12 หรือแปลภาษาง่ายๆว่า ไม่เกิน 12 ; หลังจากทำรอบเสร็จ – ตัว i เพิ่มค่าอีก 1 เสมอ (**สัญลักษณ์ ++ คือ หมายถึงค่านั้นๆ ที่เพิ่มค่าขึ้น 1 จากค่าเดิม**)

และเราก็เรียกใช้ function Multiply ดังนี้

Multiply($i);

}

เขียนใหม่ให้ไม่งง คือ

<?php

function Multiply($a){

echo “5x”.$a. “ = ”.($a*5);

}

For ($i=0;$i<=12;$i++){

Multiply($i);

}

?>

เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย โค้ดสั้นกว่าเดิมแต่ผลลัพธ์เท่าเดิมสะอาด สบายตา รวดเร็วกว่าเดิมเยอะ ถ้าเราต้องคำนวณเป็น 100 หรือเป็น 1000 ก็ไม่ยากอีกต่อไป เพียงแค่แก้ค่าตรงเงื่อนไข ในส่วนของตัวแปร i เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวจาก  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

ความรู้เบื้องต้นคอมพิวเตอร์ กับการแบ็คอัพและเรียกคืนข้อมูล

 

การ์ดจอ หรือวีดีโอการ์ด (Video Card)มีหน้าหลักคือการแปลงสัญญาณไฟฟ้าจากคอมพิวเตอร์ไปแสดงผลที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในรูปของภาพเคลื่อนไหวภาพนิ่ง หรือตัวหนังสือ เป็นต้น ซึ่งการ์ดจอสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

–      การ์ดจอ On Board เป็นชิปจีพียู (GPU) ที่ถูกติดตั้งหรือ Build-in
มาพร้อมกับตัวเมนบอร์ดและซีพียูเลย การ์ดจอประเภทนี้จะเน้นการใช้งานทั่วไป ตัวอย่างเช่น Internet, 2D, Microsoft officeและเกมส์หรือโปรแกรมบางประเภทที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก เป็นต้น
แต่ประสิทธิภาพในการทำงานของการ์ดจอชนิดนี้จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของชิปจีพียู (GPU) ที่ถูกติดตั้งมาพร้อมกับเมนบอร์ดและซีพียูด้วย ซึ่งข้อจำกัดหลักๆ ของการ์ดจอชนิดนี้คือไม่สามารถถอดเพื่ออัพเกรดได้
โดยจะมีอินเทอร์เฟซหรือพอร์ตเชื่อมต่อไปยังจอมอนิเตอร์ (Monitor) แบบ VGA, DVI และ HDMI

 

การ์ดจอแบบแยก เป็นการ์ดจอที่แยกออกมาจากเมนบอร์ด

โดยการ์ดจอประเภทนี้จะมีชิปจีพียู (GPU) รวมทั้งหน่วยความจำเป็นของตัวเองซึ่งโดยส่วนมากชิปจะเป็นของตระกูล NVdia และ ATI
โดยการ์ดจอแยกจะมีประสิทธิภาพมากในการประมวลผลทางด้าน 3Dและโปรแกรมที่ต้องการความละเอียดสูงๆ เช่น Games, Solid Work และ AutoCadเป็นต้น ในปัจจุบันนี้การ์ดจอแยกจะมีอินเทอร์เฟซหรือสล็อต (Slot)
เชื่อมต่อบนเมนบอร์ดแบบ PCI Express (PCIe x 16 : 16 LANES = 16 bit perCycle คือ 16 เส้นทางหรือช่องจราจรในการรับ-ส่งข้อมูลซึ่งประกอบด้วยเส้นทางข้อมูล 8 เส้นทาง และเส้นทางรับข้อมูล 8 เส้นทาง)และมีพอร์ตเชื่อมต่อไปยังจอมอนิเตอร์แบบ VGA, DVI และ HDMI

ส่วนการ์ดจอแยกบนเครื่องโน้ตบุ๊ค

ก็จะมีการเชื่อมต่อแบบ PCle 2.0 x16, PCle 3.0×8, PCle 3.0 x16, MXM-A (3.0) และ MXM-B (3.0)เพาเวอร์ซัพพลาย (Power Supply)เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าให้ฮาร์ดแวร์บนเครื่องซีพี ไม่ว่าจะเป็นเมนบอร์ด ฮาร์ดดิสก์ ซีพียูและอื่นๆ เป็นต้น

ซึ่งเอาท์พุทท์ที่ได้จากเพาเวอร์ซัพพลายจะเป็นไฟ DCหรือไปกระแสตรง โดยแรงดันไฟฟ้าที่จ่ายไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบไปด้วย +3.3V, +5 V, +12 V ส่วนกระแสไฟฟ้ามีค่าตั้งแต่ 30 A, 28 A, 18 A, 1.0 A, 2.0 Aและให้กำลังไฟตั้งแต่ 250 W, 550 W, 650 W, 750 W ขึ้นไป
ซึ่งการเลือกเพาเวอร์ซัพพลายก็ควรเลือกที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความต้อ
งการของจำนวนฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ของคุณ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

 

ความรู้เบื้องต้นคอมพิวเตอร์กับการแบ็คอัพและเรียกคืนข้อมูล 

ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนสำคัญกับการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก คุณสามารถนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นใช้ในการทำงาน การเรียน หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัว และถึงแม้ปัจจุบัน


สมาร์ตโฟน จะได้รับความนิยมและเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

แต่มันก็มีข้อจำกัดหลายอย่างที่ไม่สามารถสู้กับคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้งานในด้านต่างๆ แน่นอนว่าการใช้งานคอมพิวเตอร์มันไม่ได้มีแค่ด้านการใช้งานเพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อคอมพิวเตอร์มีปัญหา มันก็จำเป็นที่เราจะต้องรู้วิธีดูแลรักษาซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์ด้วย ยิ่งถ้าหากเป็นในด้านการทำงาน ข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์นั้นอาจมีความสำคัญกับผู้ใช้ หรือองค์กรเป็นอย่างมาก ดังนั้นความรู้ความเข้าใจทางด้านการแก้ปัญหา การแบ็คอัพ และกู้คืนข้อมูลในคอมพิวเตอร์ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากเช่นกัน

เพื่อป้องกันไม่ให้ วินโดวส์พังไฟล์ข้อมูลสูญหาย

วิธีการพื้นฐานในการป้องกันปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น เราจะเรียกว่า Disaster Recovery Plan
ซึ่งจะเข้ามาช่วยให้เราสามารถรับมือกับปัญหาที่จะเกิดกับคอมพิวเตอร์ของเราได้อย่างทันท่วงที ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ สำหรับการวางแผนDisaster Recovery Plan สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

1. การซ่อมบำรุงดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ (Computer Maintenance)

เป็นการหมั่นตรวจเช็ค ป้องกัน และซ่อมแซมปัญหาในส่วนต่างๆของคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ก็ตาม เพื่อให้คอมพิวเตอร์ของเราสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา

2. การแบ็คอัพ (Data Backup and Recovery)

เป็นการวางแผนระยะเวลาในการแบ็คอัพข้อมูล ไฟล์ข้อมูล และเรียกคืนวินโดวส์(Windows &amp; Files Backup and Restore)เพื่อเป็นการสำรองข้อมูลเผื่อในเวลาที่คอมพิวเตอร์มีปัญหาทำให้ข้อมูลบางส่วนสูญหาย หรือวินโดวส์มีปัญหา เราก็สามารถที่จะเรียกคืนข้อมูล
หรือวินโดวส์ กลับมาได้ทันที

การทำแผน Disaster Recovery Plan

นั้นมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ หากพบปัญหาข้อมูลสูญหาย และเราไม่ได้ทำการแบ็คอัพเอาไว้ นั่นก็เท่ากับว่าข้อมูลนั้นก็หายไปตลอดกาลและไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้แต่การที่เราจะสามารถทำ Disaster Recovery Plan ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เราก็จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เสียก่อน