วิธีการปฎิบัติตนเองในการเล่นคอมพิวเตอร์

การเล่นคอมพิวเตอร์สามารถเสี่ยงให้เป็นโรคต่างๆได้ และการเสี่ยงเหล่านั้นก็มักจะเกิดจากการที่เรานั่งเล่นคอมพิวเตอร์ในท่าทางที่ผิด หรืออาจจะเกิดการจับเม้าส์และคีย์บอร์ดที่มีการเกร็งจนเกินไป หรืออาจจะเกิดขึ้นกับดวงตาที่เป็นคต้นเหตุ

การจ้องและเพ่งคอมพิวเตอร์มากเกินไป ทำให้เกิดอาการปวกศีรษะหรือปวกที่บริเวณของตาของเราได้นั้นเอง หลักการแก้ไขอาการต่างๆหรือวิธีที่จะไม่ให้เกิดโรคต่างๆตามมา

การนั่งให้ถูกท่าจะได้ไม่เป็นปัญหาตามมา

การนั่งเล่นคอมพิวเตอร์หากมีการนั่งเล่นที่ไม่นานนักก็มักจะไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ แต่ถ้าหากมีการนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ที่นานกว่าปกติ ก็ควรมีหลักในการนั่ง หรือควรลุกให้บ่อยขึ้น เพื่อให้ร่างกายของเราได้มีการขยับบ้าง การนั่งท่าที่ผิดท่าหรือท่าที่ไม่มีความสบายในการนั่งจะก่อให้เกิดการเกร็งได้ การการที่เรานั่งไขว่ห้างบ่อยๆเป็นเวลานานๆนั้น เรามักจะปวดหลังง่ายที่สุด เพราะอาการนั่งไขว่ห้างเป็นการนั่งที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก มันคือการเกร็งจึงส่งผลให้เราปวดหลังได้ง่ายๆ

หลักการง่ายๆในการนั่งเล่นคอมพิวเตอร์นั้น เราควรนั่งในท่าที่สบายๆ ควรวางเท้าให้แนบกับพื้น ไม่ควรมีการยกไหล่หรือห่อไหล่เพราะมันจะทำให้เราเกร็ง หรือควรนั่งโดยสายตาให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่ควรก้มหน้ามาก เพราะอาจจะเกิดปัญหากับคอของท่านได้ เนื่องจากก้มมากคอก็จะเกิดการเกร็งได้เช่นกัน หากมีอาการปวดคอเท่ากับว่าท่านอยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสมมีการก้มจนเกินไปนั้นเอง 

คอมพิวเตอร์กับการตั้งให้อยู่ในระดับสายตาที่เหมาะสม

หากเราต้องจ้องหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆละก็เราควรวางหรือปรับขนาดหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาที่ปกติ หรือปรับให้อยู่ในเกรณ์ที่มาตราฐาน เพราะมันมีผลต่อระบบสายตาของเรา หากไม่ได้มาตราฐานจะส่งผลให้เราเกิดการจ้องที่มากกว่าเดิม

ส่งผลให้เราเกิดอาการตาพร่าหรือปวดตาได้ เพราะสาเหตุที่เราเกิดอาการตาพร่าหรือปวดตานั้น เกิดมาจากการที่เราจ้องคอมเป็นเวลานานๆ และเป็นการจ้องที่ไม่อยู่ในเกรณ์ที่เหมาะสม หรือไม่อยู่ในระดับความห่างที่สายตาต้องการนั้นเอง

การที่เราใช้แสงมากเกินไปก็ส่งผลให้สายตาของเรามีอาการผิดปกติขึ้นได้ จะสังเกตุได้จากการที่เราจ้องคอมพิวเตอร์บ่อยๆเป็นเวลานานๆ สายตาของเราจะมีการปรับเปลี่ยนค่า บางท่านก็จะทำให้สายตาสั่นลงเลยแหละ นั้นคืเหตุหลักที่ทำให้สายตาสั่นลง

 

การใช้แสงและระยะในการวางคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากสายตาจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ควรห่างจนเกินไปและไม่ควรใกล้จนเกินไป ควรจัดวางให้อยู่ในระดับที่พอดี จึงจะทำให้สายตาของเราไม่ทำงานมากกว่าปกติ

ความรู้เบื้องต้นคอมพิวเตอร์ กับการแบ็คอัพและเรียกคืนข้อมูล

 

การ์ดจอ หรือวีดีโอการ์ด (Video Card)มีหน้าหลักคือการแปลงสัญญาณไฟฟ้าจากคอมพิวเตอร์ไปแสดงผลที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในรูปของภาพเคลื่อนไหวภาพนิ่ง หรือตัวหนังสือ เป็นต้น ซึ่งการ์ดจอสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

–      การ์ดจอ On Board เป็นชิปจีพียู (GPU) ที่ถูกติดตั้งหรือ Build-in
มาพร้อมกับตัวเมนบอร์ดและซีพียูเลย การ์ดจอประเภทนี้จะเน้นการใช้งานทั่วไป ตัวอย่างเช่น Internet, 2D, Microsoft officeและเกมส์หรือโปรแกรมบางประเภทที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก เป็นต้น
แต่ประสิทธิภาพในการทำงานของการ์ดจอชนิดนี้จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของชิปจีพียู (GPU) ที่ถูกติดตั้งมาพร้อมกับเมนบอร์ดและซีพียูด้วย ซึ่งข้อจำกัดหลักๆ ของการ์ดจอชนิดนี้คือไม่สามารถถอดเพื่ออัพเกรดได้
โดยจะมีอินเทอร์เฟซหรือพอร์ตเชื่อมต่อไปยังจอมอนิเตอร์ (Monitor) แบบ VGA, DVI และ HDMI

 

การ์ดจอแบบแยก เป็นการ์ดจอที่แยกออกมาจากเมนบอร์ด

โดยการ์ดจอประเภทนี้จะมีชิปจีพียู (GPU) รวมทั้งหน่วยความจำเป็นของตัวเองซึ่งโดยส่วนมากชิปจะเป็นของตระกูล NVdia และ ATI
โดยการ์ดจอแยกจะมีประสิทธิภาพมากในการประมวลผลทางด้าน 3Dและโปรแกรมที่ต้องการความละเอียดสูงๆ เช่น Games, Solid Work และ AutoCadเป็นต้น ในปัจจุบันนี้การ์ดจอแยกจะมีอินเทอร์เฟซหรือสล็อต (Slot)
เชื่อมต่อบนเมนบอร์ดแบบ PCI Express (PCIe x 16 : 16 LANES = 16 bit perCycle คือ 16 เส้นทางหรือช่องจราจรในการรับ-ส่งข้อมูลซึ่งประกอบด้วยเส้นทางข้อมูล 8 เส้นทาง และเส้นทางรับข้อมูล 8 เส้นทาง)และมีพอร์ตเชื่อมต่อไปยังจอมอนิเตอร์แบบ VGA, DVI และ HDMI

ส่วนการ์ดจอแยกบนเครื่องโน้ตบุ๊ค

ก็จะมีการเชื่อมต่อแบบ PCle 2.0 x16, PCle 3.0×8, PCle 3.0 x16, MXM-A (3.0) และ MXM-B (3.0)เพาเวอร์ซัพพลาย (Power Supply)เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าให้ฮาร์ดแวร์บนเครื่องซีพี ไม่ว่าจะเป็นเมนบอร์ด ฮาร์ดดิสก์ ซีพียูและอื่นๆ เป็นต้น

ซึ่งเอาท์พุทท์ที่ได้จากเพาเวอร์ซัพพลายจะเป็นไฟ DCหรือไปกระแสตรง โดยแรงดันไฟฟ้าที่จ่ายไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบไปด้วย +3.3V, +5 V, +12 V ส่วนกระแสไฟฟ้ามีค่าตั้งแต่ 30 A, 28 A, 18 A, 1.0 A, 2.0 Aและให้กำลังไฟตั้งแต่ 250 W, 550 W, 650 W, 750 W ขึ้นไป
ซึ่งการเลือกเพาเวอร์ซัพพลายก็ควรเลือกที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความต้อ
งการของจำนวนฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ของคุณ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

 

ความรู้เบื้องต้นคอมพิวเตอร์กับการแบ็คอัพและเรียกคืนข้อมูล 

ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนสำคัญกับการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก คุณสามารถนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นใช้ในการทำงาน การเรียน หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัว และถึงแม้ปัจจุบัน


สมาร์ตโฟน จะได้รับความนิยมและเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

แต่มันก็มีข้อจำกัดหลายอย่างที่ไม่สามารถสู้กับคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้งานในด้านต่างๆ แน่นอนว่าการใช้งานคอมพิวเตอร์มันไม่ได้มีแค่ด้านการใช้งานเพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อคอมพิวเตอร์มีปัญหา มันก็จำเป็นที่เราจะต้องรู้วิธีดูแลรักษาซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์ด้วย ยิ่งถ้าหากเป็นในด้านการทำงาน ข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์นั้นอาจมีความสำคัญกับผู้ใช้ หรือองค์กรเป็นอย่างมาก ดังนั้นความรู้ความเข้าใจทางด้านการแก้ปัญหา การแบ็คอัพ และกู้คืนข้อมูลในคอมพิวเตอร์ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากเช่นกัน

เพื่อป้องกันไม่ให้ วินโดวส์พังไฟล์ข้อมูลสูญหาย

วิธีการพื้นฐานในการป้องกันปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น เราจะเรียกว่า Disaster Recovery Plan
ซึ่งจะเข้ามาช่วยให้เราสามารถรับมือกับปัญหาที่จะเกิดกับคอมพิวเตอร์ของเราได้อย่างทันท่วงที ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ สำหรับการวางแผนDisaster Recovery Plan สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

1. การซ่อมบำรุงดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ (Computer Maintenance)

เป็นการหมั่นตรวจเช็ค ป้องกัน และซ่อมแซมปัญหาในส่วนต่างๆของคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ก็ตาม เพื่อให้คอมพิวเตอร์ของเราสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา

2. การแบ็คอัพ (Data Backup and Recovery)

เป็นการวางแผนระยะเวลาในการแบ็คอัพข้อมูล ไฟล์ข้อมูล และเรียกคืนวินโดวส์(Windows & Files Backup and Restore)เพื่อเป็นการสำรองข้อมูลเผื่อในเวลาที่คอมพิวเตอร์มีปัญหาทำให้ข้อมูลบางส่วนสูญหาย หรือวินโดวส์มีปัญหา เราก็สามารถที่จะเรียกคืนข้อมูล
หรือวินโดวส์ กลับมาได้ทันที

การทำแผน Disaster Recovery Plan

นั้นมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ หากพบปัญหาข้อมูลสูญหาย และเราไม่ได้ทำการแบ็คอัพเอาไว้ นั่นก็เท่ากับว่าข้อมูลนั้นก็หายไปตลอดกาลและไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้แต่การที่เราจะสามารถทำ Disaster Recovery Plan ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เราก็จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เสียก่อน