คอมพิวเตอร์เบื้องต้นที่เราต้องเรียนรู้

การเขียนโปรแกรมด้วย For Loop ในภาษา PHP

เครื่องมือชิ้นนี้มีข้อดีที่ช่วยให้เราประหยัดเวลาได้มาก หากเราต้องคิดคำนวณ หรือใช้โค้ดใดๆก็ตามที่ซ้ำๆกัน เช่น โจทย์บอกว่าให้คำนวณสูตรคูณแม่ 5 ถ้าเราเขียนตรงๆ ก็คงต้องเขียนยาวหลายบรรทัด เช่น 5×1=5; 5×2=10; 5×3=15;…ไปเรื่อยๆ

หากเราประหยัดเวลาขึ้นมาเราสามรถทำ Function คิดคำนวณได้ดังนี้  

function Multiply($a){

echo “5x”.$a. “ = ”.($a*5);

}

และเราก็เรียกใช้ function ดังนี้ Multiply(1); Multiply(2); Multiply(3);… Multiply(12);

ผลลัพธ์ที่ได้ที่หน้าเว็ปจะโชว์ว่า 5×1 (1 มาจากตามค่าในวงเล็บ)=5(มาจากการนำค่าในวงเล็บ คูณ 5 ตามสูตรใน ฟังก์ชั่น); 5×2=10; 5×3=15; 5×12=60; จะเห็นได้ว่าสะดวกขึ้นมามากเลยใช่ไหมครับ แต่ว่า หากมีการคิดคำนวณไปจนถึง Multiply (100) ล่ะ เราก็ต้องเขียนกันถึง 100 บรรทัด ซึ่งเริ่มจะเยิ่นเย้อ ไม่สะดวกเหมือนตอนแรกเสียแล้ว

ทีนี้ภาษา PHP ก็มีวิธีการที่สะดวกขึ้นมาอีกมาให้เรา (อีกแล้ว) ซึ่งเรียกกันว่า For Loop วิธีการคอนเซ็ปต์การทำงานคือ

For (กำหนดค่าเริ่มต้น; เงื่อนไขที่จะทำงาน; หลังจากทำรอบเสร็จ) { // ทำงาน }

ยังงงๆ ใช่ไหมครับ ลองมาดูตามตัวอย่างที่เราได้ลองทำไปแล้วเมื่อสักครู่นะครับ

เราตั้งต้น Function เหมือนเดิม

function Multiply($a){

echo “5x”.$a. “ = ”.($a*5);

}

ทีนี้เราเพิ่ม For Loop เข้าไป

For ($i=0;$i<=12;$i++){ // ค่าเริ่มต้นคือ i = 0 โดย i เป็นเหมือนตัวสมการที่ไว้แทนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ; เงื่อนไขที่จะทำงาน – คือ i จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเท่ากับน้อยกว่าเท่ากับ 12 หรือแปลภาษาง่ายๆว่า ไม่เกิน 12 ; หลังจากทำรอบเสร็จ – ตัว i เพิ่มค่าอีก 1 เสมอ (**สัญลักษณ์ ++ คือ หมายถึงค่านั้นๆ ที่เพิ่มค่าขึ้น 1 จากค่าเดิม**)

และเราก็เรียกใช้ function Multiply ดังนี้

Multiply($i);

}

เขียนใหม่ให้ไม่งง คือ

<?php

function Multiply($a){

echo “5x”.$a. “ = ”.($a*5);

}

For ($i=0;$i<=12;$i++){

Multiply($i);

}

?>

เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย โค้ดสั้นกว่าเดิมแต่ผลลัพธ์เท่าเดิมสะอาด สบายตา รวดเร็วกว่าเดิมเยอะ ถ้าเราต้องคำนวณเป็น 100 หรือเป็น 1000 ก็ไม่ยากอีกต่อไป เพียงแค่แก้ค่าตรงเงื่อนไข ในส่วนของตัวแปร i เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวจาก  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

การใช้อินเตอร์เน็ตในยุคสมัยนี้น่าที่ความสำคัญคืออะไร

สำหรับแบ็คอัพและการเรียกข้อมูลคืน 

ซึ่งเมนบอร์ด (Mainboard) เป็นอีกหนึ่งฮาร์ดแวร์หลักสำหรับใช้การติดตั้งแล้วเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์ต่างๆ ด้วยกัน

หรืออาจจะเป็นฮาร์ดดิสก์ แรม การ์ดจอ และอื่นๆ หรือไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ของการติดต่อสื่อสารและ รับ-ส่งข้อมูลต่างๆในช่วงเดียวกัน ซึ่งเมนบอร์ดอาจจะถูกบังคับในการทำงานด้วย ชิปเซ็ต ซึ่งเป็นที่ติดตั้งอยู่บนเมนบอร์ด สิ่งจะแบ่งออกมาเป็น 2 ส่วนด้วยกัน

ซึ่งจะรวมไปถึงChipset North Bridge (ชิปเซ็ตที่อยู่ใกล้ซีพียู)และยังทำหน้าที่บังคับในการทำงานซึ่งหน่วยความจำหรือแรม หรือ การ์ดจอ หรือแม้อาจจะเป็นวีจีเอ ที่สามารถสั่งการทำงานให้เข้ากับซีพียูได้เป็นอย่างดี และในการเชื่อมต่อนั้นซึ่งมันจะเป็นการเชื่อมต่อโดยตรงสำหรับซีพียู Chipset South Bridge (ชิปเซ็ตที่อยู่ใกล้กันกับแบตเตอรี่และไฟเลี้ยง ROM BIOS) จะทำหน้าที่บังคับในการทำงานของ Slot Interface, USB, LAN, Audio, Bios,IDE หรือ SATA เนื่องจากมันจะเป็นวัสดุที่มีความสำคัญมากสำหรับตัวเมนบอร์ด เนื่องจากสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรนึกถึง คือเรื่องราวของการเลือกใช้เมนบอร์ด

เนื่องจากเมนบอร์ดนั้นจะต้องเตรียมรองรับและยังสนับสนุนให้เชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์ตัวต่างๆ

ได้อย่างมีคุณภาพ เนื่องจากจะส่งผลทำให้การควบคุมของฮาร์ดแวร์ในแต่ละชิ้นนั้นสมบูรณ์ที่สุดซึ่งแรม (RAM : Random Access Memory) เนื่องจากจะเป็นหน่วยความจำชั่วคราวแล้ว

ซึ่งแรมนั้นอาจจะทำงานอยู่กับระหว่างซีพียู และ ฮาร์ดดิสก์ เนื่องจากจะมีหน้าที่ในการเก็บข้อมูล หรือเป็นที่พักข้อมูลซึ่งจำเป็นต่อการเสดงผลและสำหรับที่เกิดขึ้น ซึ่งในลักษณะของซีพียู เนื่องจากสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้น ควรนึกถึงในการเลือกขนาดของความจุแรมหรือไม่ว่าจะเป็นปริมาณที่ต้องการในสำหรับใช้ในหน่วยความจำของซีพียู

ซึ่งมีตัวอย่างให้ได้ดู เช่น ถ้าซีพียูสำหรับคอมพิวเตอร์นั้นอยากจะใช้หน่วยความจำประมาณสัก  8GB หรือแรมของที่คุณมีความจุประมาร 8GB ซึ่งซีพียูนั้นก็ยังสามารถจะใช้หน่วยความจำของแรมได้ทันที ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเวลาไปใช้หน่วยความจำสำรองของเมนบอร์ด เนื่องจากมันจะส่งผลให้ซีพียูนั้นสามารถปติบัดงานได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นเป็นอย่างดีแล้วถ้าทุกท่านต้องการที่อยากจะรันโปรแกรมต่างๆหลายๆโปรแกรม

และโปรแกรมนั้นก็ต้องมีความจำเป็นที่ต้องการความจุของแรมที่มีความจุมากๆ ซึ่งสามารถช่วยในการทำงานของแรมกับซีพียูนั้นให้รวดเร็วขึ้น และให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นของฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่อย่างฮาร์ดดิสก์และจะเก็บข้อมูลในรูปแบบต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมและไฟล์ข้อมูลต่างๆเพราะฉะนั้นฮาร์ดดิสก์จึงมีความสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่าฮาร์ดแวร์ตัวอื่นๆที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เลย และในปัจจุบันนี้ฮาร์ดดิสก์มีให้เลือกใช้งานอยู่ 2 ชนิดประกอบไปด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆโดย รู้ทันบาคาร่า

สิ่งที่ควรรู้อาจจะเกี่ยวกับภาพและเรื่องเครือข่าย

ซึ่งในระบบเครือข่ายนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งของความรู้พื้นฐานที่สำคัญของผู้คนที่สนใจเกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และผู้คนที่เกี่ยวข้องด้านสายงานที่เกี่ยวกับผู้ดูแลด้านระบบ ซึ่งเล่าบรรดาทั้งหลายต้องรู้ เนื่องจากมันเป็นวิธีขั้นตอนแรกที่จะเข้าไปสู่ระดับตอนต่อไป

เนื่องในระบบของเครือข่ายนั้น ซึ่งในปัจจุบันเรานั้นแบ่งออกได้ 3 ประเภทด้วยกัน

  1. ในด้านระบบของเครือข่ายในท้องถิ่น (Local Area Network : LAN)

ซึ่งในด้านลักษณะเครือข่ายนี้มันมีการติดต่อแล้วใช้งานอยู่ในวงที่ไม่กว้างมากเท่าไรนัก  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการใช้งานโดยเฉพาะหรือในตัวอาคารต่างๆ ที่ใกล้เคียงอย่างเช่น อาคารสำนักงาน, บริษัทและห้างร้าน, โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย, อาคารพักอาศัย

  1. เนื่องจากระบบเครือข่ายในเมือง (Metropolitan Area Network : MAN)

โดยมีลักษณะที่เป็นระบบที่สามารถใช้เครือข่ายขนาดที่ใหญ่ขึ้นจากเดิมและระบบ LAN ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีองค์กรในด้านโทรศัพท์ ซึ่งเป็นสิ่งสื่อสารของระดับประเทศไทย เนื่องจากเป็นการใช้ของระบบเดียวกันในด้านภายในของเมือง และรวมไปถึงจังหวัดอื่นๆ ที่การติดต่อกับทีมงานที่เป็นสาขาอื่นๆ 

  1. ในด้านเครือข่ายระดับต่างประเทศ (Wide Area Network : WAN)

จะมีลักษณะระบบการติดตั้งและการติดต่อทีมงานในระยะไกล ซึ่งเป็นการติดต่อพูดคุยระหว่างประเทศ และอาจจะไปทั่วโลก ซึ่งมีความต้องการใช้ Media เพื่อเป็นทางสื่อสารระหว่างองค์กรโทรศัพท์ และสำหรับในการสื่อสารระดับประเทศไทย

ระบบเครือข่ายมีหลายชนิด

เนื่องจากระบบเครือข่ายนั้นเราแบ่งออกเป็น 3 ชนิด 

  1. ระบบเครือข่ายอย่าง Host-Terminal ซึ่งเป็นระดับเครือข่ายในระบบขนาดใหญ่ๆ ในด้าน ระบบธนาคาร, ระบบสายการบิน เนื่องจากเครื่องแม่เครือข่ายที่ค่อยเป็นบริการซึ่งเรียกว่า Host และในส่วนของเครื่องบริการนั้นที่ทำหน้าที่กระจายเป็นจุดๆจะเรียกว่า Terminal ส่วนใหญ่จะรันระบบเครื่องของเมนเฟรม (Mainframe), ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) และใช้ระบบทำงานเป็นระบบ UNIX
  2. ระบบด้านเครือข่ายแบบ Client/Server ซึ่งจะเป็นระดับเครือข่ายที่จัดสร้างขึ้น เนื่องจากแทนระบบ Host-Terminal เนื่องจากนี้จะมีราคาในการติดตั้งและซ่อมที่มีราคาสูงและระบบ Client/Server อีกทั้งยังมีความละเอียดและมีความปลอดภัยเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นระบบที่มีความนิยมกันอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ และระบบนั้นจะปฏิบัติการนำลงบนเครื่องแม่เครือข่ายอย่าง Windows Server, Linux Server, FreeBSD เป็นต้น
  3. ระบบเครือข่ายอย่าง Peer-to-Peer ซึ่งจะเป็นระบบที่มีขนาดเล็ก และมีรวมอยู่ในกลุ่มขนาดเดียวหรือที่มีชื่อเรียกว่า ระบบ Workgroup เนื่องจากระบบเครือข่ายนั้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์และทุกเครื่องนั้นจะมีอิสระเหมือนกัน หรือที่มีบริการทั่วไปของสำนักงานที่มีขนาดเล็ก ซึ่งมันมีระบบที่ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก แล้วคนส่วนมากก็จะนิยมใช้เพื่อในการแชร์ไฟล์ต่างๆหรือไม่ก็แชร์เครื่องพิมพ์อื่นเป็นต้น

 

สนับสนุนโดย วิธีเล่นบาคาร่าให้ได้เงิน

มาดูกันว่าคุณเป็นโรคติดคอมพิวเตอร์หรือไม่

ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ถือว่ามีส่วนสำคัญต่อชีวิตประจำวันเราเป็นอย่างมาก

ทุกคนไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนมีความจำเป็นที่จะต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น โดยในสถานศึกษาเกือบทุกที่มีการเปิดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการใช้งานคอมพิวเตอร์เบื้องต้นให้นักเรียนทราบ และในการทำรายงานต่างๆก็จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ในการพิมพ์ข้อมูล หรือกลุ่มคนทำงาน คอมพิวเตอร์มีความสำคัญอย่างมากที่จะต้องใช้ในการทำงาน เกือบทุกสายอาชีพมีความจำเป็นที่จะต้องคอมพิวเตอร์แทบทั้งสิ้น เรามาดูกันว่าหากคอมพิวเตอร์มีผลกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรามากขนาดนี้ เราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติกรรมว่าจะเป็นโรคติดคอมพิวเตอร์หรือไม่ 

การจะสังเกตว่าใครเป็นโรคติดคอมพิวเตอร์

เราสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมการใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยยอมลุกออกจากหน้าคอมฯ ซึ่งกลุ่มคนที่เสี่ยงที่จะคอมพิวเตอร์ก็คือ

  1. กลุ่มคนที่เล่นเกมผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่เด็กเล็กๆเท่านั้นที่มีปัญหาการติดเกม ในกลุ่มวัยรุ่นหรือแม้แต่วัยผู้ใหญ่หรือสูงอายุก็พบว่าติดเกมคอมพิวเตอร์ได้เหมือนกัน ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยออกไปใช้ชีวิตกับโลกภายนอก พวกเขาจะมีจินตนาการและมีชีวิตอยู่แต่ในโลกของเกมเท่านั้น บางคนติดขนาดที่ว่า เมื่อถึงเวลากินข้าวก็ไม่ยอมไปกิน บางคนเอาข้าวมากินหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ก็มีซึ่งส่งผลให้กลุ่มคนเหล่านี้มักมีปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วนไปด้วย 
  2. กลุ่มคนที่เล่นการพนันผ่านระบบออนไลน์จำเป็นต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีลักษณะคล้ายๆกับกลุ่มติดเกม โดยกลุ่มนี้เมื่อเล่นการพนันแล้วก็อยากจะเอาชนะ พอไม่ชนะก็เล่นอีกเพื่อจะให้ชนะให้ได้จึงเป็นการเล่นแบบติดพันไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด
  3. กลุ่มคนที่ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ ชอบหมกมุ่นมากเกินไป คนกลุ่มนี้จะมีปัญหาเกี่ยวกับบุคลิกภาพ ซึ่งควรจะต้องได้รับการรักษาเพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจมีปัญหาโรคจิตตามมาได้
  4. กลุ่มคนที่ชอบมีโลกส่วนตัวกับคอมพิวเตอร์ เอาคอมพิวเตอร์มาเป็นสื่อกลางในการพูดคุยกับคนอื่น คนกลุ่มนี้มักไม่ชอบพบปะผู้คนภายนอก จะมักจะคุยกับคนอื่นผ่านโปรแกรม chat 

สำหรับเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นบุคคลที่เสี่ยงในการที่จะเป็นโรคติดคอมพิวเตอร์มาก

เพราะพวกเขาเหล่านี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับคอมพิวเตอร์ จึงมีความผูกพันกับคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มักจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวที่ไม่ดี เพราะพวกเขามักจะอยู่แต่หน้าคอมฯ แต่ไม่ยอมออกมาพบปะพูดคุยกับคนในครอบครัว

  ซึ่งเราควรสังเกตคนในครอบครัวของเราว่าเริ่มมีอาการแบบนี้หรือไม่และควรพยายามหาทางกันพวกเขาเหล่านี้ให้ออกห่างจากคอมพิวเตอร์ เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้ใช้ชีวิตกับคนในสังคมได้อย่างไม่มีปัญหา

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย คาสิโนออนไลน์ฝากขั้นต่ำ 100

คอมพิวเตอร์ที่ควรรู้

ในการทำระบบ RAID จะใช้ฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 2 ตัวขึ้นไป และ Windows Server จะสนับสนุนทั้ง Software RAID (ใช้ซอฟต์แวร์จัดการ) และ Hardware RAID (ใช้ฮาร์ดแวร์จัดการ)

สำหรับควบคุมการจัดเรียงข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์แต่ละตัวที่เชื่อมต่อกันเป็นลอจิคอลไดรฟ์เดียว

Software RAID ระบบของ Windows Server สนับสนุน Software RAID ในระดับ 0, 1 และ 5 แต่ไม่สามารถทำ Hot Swap ได้

Hardware RAID จะมีคอนโทรลเลอร์สำหรับเชื่อมต่อ Disk Arrays ซึ่งสามารถทำ Hot Swap ได้เมื่อฮาร์ดดิสก์มีปัญหา (การดึงฮาร์ดดิสก์ออกจากเครื่องในขณะที่เครื่องทำงานอยู่)

การสร้าง Hardware RAID จะใช้ฮาร์ดดิสก์ ในที่นี้คือดิสก์คอนโทรลเลอร์ช่วยทำงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ในการสร้าง RAID 1 ที่ใช้ดิสก์สองลูก การแบ่งข้อมูลเป็นส่วนย่อยและเขียนลงดิสก์แต่ละลูกจะถูกดำเนินการโดยดิสก์คอนโทรลเลอร์ โดย Windows Server เองจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังใช้ RAID อยู่และจะเห็นดิสก์ทั้งสองเหมือนเป็นดิสก์เดียว

Software RAID จะมีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการลงไปบนฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ตัวที่ทำ RAID 1 (Mirror) ได้ นอกจากนี้การอ่าน – เขียนข้อมูลยังช้ากว่า Hardware RAID ที่ใช้ฮาร์ดแวร์เฉพาะควบคุมการทำงานที่มีประสิทธิภาพกว่ามาก

สำหรับการสร้าง Software RAID จะเป็นการสร้างวอลุมในแบบต่างๆ ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป โดย Windows จะทำหน้าที่แทนดิสก์คอนโทรลเลอร์ใน Hardware RAID

RAID ไม่เป็นเพียงการนำดิสก์หลายๆ ลูกมารวมกันเท่านั้น แต่มีหลายรูปแบบที่ให้ประสิทธิภาพการทำงาน และ Data Redundancy ที่แตกต่างกัน ซึ่งรูปแบบของ RAID ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีอยู่หลายระดับด้วยกัน คือ

ระดับ 0 Disk Striping

ระดับ 1 Mirror Disk Array

ระดับ 5 Block – level Striping with Distributed Parity

ระดับ 6 Block – level Striping with Double Distributed Parity

ระดับ 10 Striping of Mirror Array

นอกจาก RAID แต่ละระดับที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมี RAID ระดับอื่นๆ อาทิ RAID 2, 3, 4 หรือ RAID 30, 50 และ 53 ซึ่งมีใช้ไม่มาก หรือไม่ค่อยได้รับความนิยม

RAID 0 (Disk Striping)

RAID 0 (Disk Striping) เป็นการนำฮาร์ดดิสก์หลายๆ ตัวมารวมกันเป็นไดรฟ์เดียว หลักการทำงานของ RAID 0 จะแบ่งไฟล์แบบกระจายข้อมูลไปยังฮาร์ดดิสก์ทุกตัว ทำให้การอ่าน – เขียนข้อมูลไปอย่างรวดเร็ว (เพราะมีหัวอ่านหลายหัว) ข้อมูลจะถูกกระจายเป็นชิ้นเล็กๆ มีขนาดเท่ากัน ข้อมูลแต่ละชิ้นนี้จะถูกอ่าน – เขียนจากฮาร์ดดิสก์ทุกตัว เป็นการเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ข้อเสียของ RAID 0 คือ ไม่มีระบบ Fault Tolerance ถ้าหากฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหรือมีปัญหา จะทำให้ข้อมูลเสียหายทั้งหมด

สนับสนุนโดย แทงมวยสด

ตรวจดูการใช้งาน Roaming User Profile บนไคลเอนต์

เมื่อยูสเซอร์ล็อกออนเข้าใช้งานไคลเอนต์ในโดเมน ไคลเอนต์จะกำหนดสภาพแวดล้อมการทำงานด้วย Roaming User Profile เราสามารถดูในไคลเอนต์ได้ว่ามียูสเซอร์คนใดเข้ามาทำงานและใช้ Roaming User Profile ได้

โดยคลิกขวาที่ไอคอน My computer และเลือกคำสั่ง Properties จากนั้นทำตามขั้นตอนดังนี้

  1. คลิกเมาส์ขวาที่ไอคอน My computer และเลือกคำสั่ง Properties
  2. ที่หน้าต่าง System Properties ให้คลิกที่ Advanced system settings
  3. ที่กรอบ User Profile ให้คลิกปุ่ม Settings
  4. ในหน้าต่าง User Profiles จะแสดงให้เห็นโปรไฟล์ของยูสเซอร์แต่ละคนที่ล็อกออนเข้ามาใช้งานและที่ถูกจัดเก็บอยู่บนเครื่องนี้ ในตัวอย่าง จะมีโปรไฟล์ของยูสเซอร์ที่เป็น Roaming User Profile ที่เราได้กำหนดค่าไว้

กำหนดล็อกออนสคริปต์

ล็อกออนสคริปต์ (Logon Script) เป็นชุดคำสั่งที่กำหนดการทำงานบางอย่างเมื่อยูสเซอร์ล็อกออนเข้าทำงานในคอมพิวเตอร์ ซึ่งสคริปต์สามารถเรียกใช้คำสั่งบนระบบปฏิบัติการ กำหนดสภาพแวดล้อมการทำงานของระบบ หรือเรียกใช้โปรแกรมอื่นๆ สคริปต์ล็อกออนสามารถรอบรับกับสคริปต์ได้ 2 รูปแบบ คือ ไฟล์ชุดคำสั่งแบบแบตช์ไฟล์ (Batch File) และ Windows Script Host ที่เขียนด้วย VBScript หรือ Jscript งานที่นิยมสั่งให้ดำเนินการด้วยล็อกออนสคริปต์ ได้แก่ การแมปไดรฟ์บนนเครือข่าย การกำหนดใช้งานเครื่องพิมพ์ การอัพเดตโปรแกรมแอนตี้ไวรัส และการอัพเดตซอฟต์แวร์ เป็นต้น

ในตัวอย่างเราจะใช้ Notepad เขียนสคริปต์แบบแบตช์ไฟล์ โดยใช้คำสั่ง net ในการแมปไดรฟ์ มีขั้นตอนดังนี้

  1. ใช้ Notepad เขียนสคริปต์ net use drive: \\server\<Floder Shared>
  2. บันทึกแบตช์ไฟล์เก็บไว้ใน \Windows\System\domain\scripts โดยใช้ชื่อไฟล์ netdrive.bat (หรือเก็บไว้ในตำแหน่ง \\server\NETLOGON)
  3. เปิดหน้าต่าง User Properties และคลิกแท็บ Profile ที่ช่อง Logon Script ให้เราใส่ชื่อแบตช์ไฟล์ลงไป จากนั้นคลิกปุ่ม OK

เมื่อยูสเซอร์ล็อกออนใช้งานบนไคลเอนต์ ระบบจะรันล็อกออนสคริปต์ที่สร้างไว้ และจะปรากฏแมปไดรฟ์ตามที่ได้กำหนดไว้

การสร้างโฮมโฟลเดอร์

โฮมโฟลเดอร์ (Home Folder) เป็นโฟลเดอร์ที่ผู้ดูแลระบบกำหนดให้ระบบสร้างขึ้นอัตโนมัติบนเซิร์ฟเวอร์ตามยูสเซอร์แอคเคานต์แต่ละคนเพื่อใช้ในการเก็บสำรองข้อมูลส่วนตัว

ซึ่งไม่ว่ายูสเซอร์ทำงานบนเครื่องใดบนเครือข่ายก็สามารถเข้าใช้งานนโฟลเดอร์ส่วนตัวนี้ได้ โดยเมื่อยูสเซอร์ล็อกออนบนไคลเอนต์ระบบจะแมปไดรฟ์ไปยังโฟลเดอร์บนเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดแชร์ไว้ให้อัตโนมัติ

 

ขอบคุณที่มาของบทความ แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ

Windows Server 2012 R2

DHCP Failover มีรูปแบบการทำงาน 2 ชนิดด้วยกัน คือ Load Balancemode และ Hot Standby mode ดังนี้

– Load Balance mode เป็นการกำหนดให้ DHCP Serverทั้งสองเครื่องร่วมกันแจกไอพีแอดเดรสให้เครื่องไคลเอนต์ในระบบ

– Hot Standby mode เป็นการกำหนดให้ DHCP Server เครื่องแรกเป็นActive Server มีหน้าที่แจกจ่ายหมายเลขไอพีแอดเดรสให้เครื่องไคลเอนต์ในระบบ

ถ้าหาก DHCP Server เครื่องแรกมีปัญหาหรือ Down ขึ้นมา Standby DHCPServer เครื่องที่สองจะทำงานแทนทันที (DHCP Active Serverจะทำการเรพลิเคตข้อมูลในฐานข้อมูลไปยังเครื่อง Standby DHCP Serverตลอดเวลา)ในตัวอย่างเป็นการติดตั้ง DHCP Failover แบบ Hot Standby

เริ่มต้นเราต้องตรวจความพร้อมของระบบก่อน

– Active Server เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้ง DHCP Serverบนโดเมนคอนโทรลเลอร์และติดตั้ง DNS Server ทำงานร่วมกันและได้กำหนดสโคปการจ่ายไอพีแอดเดรสเรียบร้อยแล้ว

– Standby DHCP Server เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้ง DHCP Serverบนโดเมนคอนโทรลเลอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งเฉพาะ Windows Server 2012 R2ก็ได้

– เครื่อง Active Server และ Standby DHCP Serverต้องซิงโครไนซ์เวลาที่ตรงกันในตอนต้นเราได้ติดตั้ง DHCP Server และกำหนดสโคปบน Active Server(Capricorn) เรียบร้อยแล้ว ต่อไปให้ติดตั้ง DHCP Failover แบบ Hot Standby

บนเครื่อง Active Server ดังนี้

  1. ที่เครื่องมือ DHCP ให้คลิกเมาส์ขวาที่ Scope และเลือก ConfigureFailover
  2. ปรากฏหน้าต่าง Configure Failover ให้คลิกปุ่ม Next
  3. ที่หน้า Specify the partner server to use for failover ให้คลิกปุ่ม AddServer
  4. ที่หน้าจอ Add Server ในช่อง This server ให้กำหนดชื่อเครื่อง StandbyDHCP Server ที่ต้องการ และคลิก OK
  5. กลับมาที่หน้า Specify the partner server to use for failover ให้คลิกปุ่มNext
  6. ที่หน้า Create a new failover relationshipให้เรากำหนดค่าความสัมพันธ์กับเครื่อง Standby DHCP Server ดังนี้

Relationship Name : ชื่อความสัมพันธ์ระหว่างเซิร์ฟเวอร์

Maximum Client Lead Time :ระยะเวลาสูงสุดในการถือครองไอพีแอดเดรส

Mode : เลือกโหมดการทำงาน ในที่นี้เลือก Hot Standby

Role of Partner Server : เป็นบทบาทของ DHCP Server เครื่องที่สองในที่นี้เลือก Standby

Address reserved for standby server :เปอร์เซ็นต์ของไอพีแอดเดรสที่สงวนไว้ให้ Standby Serverใช้สำหรับจ่ายให้ไคลเอนต์ใหม่ที่เข้ามา

Share Secret : เป็นรหัสผ่านที่ใช้ในการเรพลิเคตฐานข้อมูล (DHCPDatabase)จากนั้นคลิกปุ่ม Next

  1. แสดงข้อความว่า Failover จะทำการติดตั้งระหว่างเครื่องCarpricorn.siam2019.com กับเครื่อง Penguin77 จากนั้นคลิกปุ่ม Finish
  2. ที่หน้า Progress of failover configuration แสดงสถานการณ์ติดตั้งเสร็จแล้วคลิกปุ่ม Close
  3. ไปที่เครื่อง Standby DNS Server คือ Penguin77 ให้เปิดเครื่องมือDHCP สังเกตดูว่าสโคปและออพชันที่เป็นมีข้อมูลเดียวกันกับเครื่อง Active Server(Capricorn)

การเลือกซื้อโทรศัพท์ในยุคที่ต้องประหยัด

สำหรับโทรศัพท์นั้นเราคงมองว่ามันใช้ประโยชน์ได้มากกว่าแค่การโทร

เพราะมันสามารถถ่ายรูปและยังแทบจะเป็นคอมพิวเตอร์อีกเครื่องด้วยซ้ำ เพราะมันสามารถตอบสนองให้กับเราได้เป็นอย่างดี เรียกว่ามีครบในหนึ่งเดียวเลยจร้า 

แต่การเลือกโทรศัพท์นั้นไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยนะ เพราะการเลือกซื้อโทรศัพท์ค่อนข้างมีเยอะ มีหลากหลายรูปแบบและเรียกว่ามีการรวมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับไอทีไว้ด้วยกัน สำหรับราคาที่เรามองนั้นบอกได้เลยว่าคนที่ไม่มีงบเท่าไหร่ก็สามารถซื้อได้แล้วและเรียกว่าซื้อถูกแล้วยังได้ครบทุกฟังชั่นอีกด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ย่อมเยาว์ มีการออกแบบที่ดีและสวยหรูเหมาะกับการใช้งาน ซึ่งจะมีลูกเล่นค่อนข้างคล้ายกัน อาจจะมีแตกต่างกันบ้าง แต่นั้นก็เป็นการอัพเดทขึ้นเพื่อเพิ่มราคาขึ้นเท่านั้น ซึ่งความสามารถพื้นฐานของโทรศัพท์นั้นออกแบบมาเหมือนกันเด๊ะ เรียกว่าไม่มีการแตกต่างแม้แต่นิด แค่รูปทรงเท่านั้นที่แตกต่างกัน 

สำหรับการเลือกซื้อโทรศัพท์ในสมัยนี้เราควรดูสิ่งใดเป็นอันดับแรก 

เราสามารถพูดได้เลยว่าสิ่งที่เราจะดูในการซื้อโทรศัพท์หรือควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรกก็น่าจะคือราคาของโทรศัพท์ แต่นั้นก็เฉพาะสำหรับคนที่มีงบในการจำกัดด้วยนะคะ หากไม่สนใจเรื่องงบประมาณเพราะสามารถซื้อได้แบบไม่กังวลในเรื่องนี้ละก็ บอกได้เลยว่าเรื่องอื่นที่ควรนึกถึงก็น่าจะเป็นในเรื่องของระบบกล้องที่มีความคมชัดแหละ เพราะโทรศัพท์ในสมัยนี้สามารถนำมาแทนกล้องถ่ายรูปด้วยกันทั้งนั้น เพราะเรามีกล้องดีๆอยู่แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อกล้องถ่ายรูปอีกเลย และไม่ต้องขนกล้องไปมาให้ลำบากอีกด้วยนะ แต่เรานั้นเปรียบเทียบกันแค่พิกเซลไม่ได้แล้วนะ เพราะนอกจากพิกเซลแล้วนั้นเรายังจะต้องดูที่ภาพถ่ายเวลาที่เราได้ถ่ายมันออกมาอีกด้วย ว่าความละเอียดของไฟล์ที่เราถ่ายภาพออกมานั้น มันค่อนข้างดีกว่ากันหรือไม่ ความชัดของภาพนั้นชัดมากน้อยเพียงใด และสีของภาพมีความผิดเพี้ยนหรือเปล่า เพราะแต่ละแบรนด์ที่เรารู้จักกันนั้น ส่วนใหญ่แล้วชอบอ้างว่ามีความชัดเท่านั้นเท่านี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้ชัดอย่างที่ระบุไว้แต่อย่างใดเลย 

การเลือกซื้อโทรศัพท์มาใช้สอยนั้น

หากท่านมีงบประมาณที่เจาะจง หรืองบประมาณที่ไม่เยอะเท่าไหร่นัก เท่าควรค้นหารายละเอียดเกี่ยวกับโทรศัพท์ หรือควรศึกษาหาข้อมูลให้ถี่ถ้วนเกี่ยวกับโทรศัพท์ของแต่ละรุ่นให้ดี เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจะได้ตัดสินใจไม่ผิดพลาดในการเลือกซื้อโทรศัพท์ หากไม่มีความรู้อะไรเลยอย่างน้อยก็ควรสอบถามข้อมูลกับพนักงานขายเสียก่อนหรือสอบถามรายละเอียดหลายๆร้าน ก่อนจะตัดสินใจซื้อ

วิธีการปฎิบัติตนเองในการเล่นคอมพิวเตอร์

การเล่นคอมพิวเตอร์สามารถเสี่ยงให้เป็นโรคต่างๆได้ และการเสี่ยงเหล่านั้นก็มักจะเกิดจากการที่เรานั่งเล่นคอมพิวเตอร์ในท่าทางที่ผิด หรืออาจจะเกิดการจับเม้าส์และคีย์บอร์ดที่มีการเกร็งจนเกินไป หรืออาจจะเกิดขึ้นกับดวงตาที่เป็นคต้นเหตุ

การจ้องและเพ่งคอมพิวเตอร์มากเกินไป ทำให้เกิดอาการปวกศีรษะหรือปวกที่บริเวณของตาของเราได้นั้นเอง หลักการแก้ไขอาการต่างๆหรือวิธีที่จะไม่ให้เกิดโรคต่างๆตามมา

การนั่งให้ถูกท่าจะได้ไม่เป็นปัญหาตามมา

การนั่งเล่นคอมพิวเตอร์หากมีการนั่งเล่นที่ไม่นานนักก็มักจะไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ แต่ถ้าหากมีการนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ที่นานกว่าปกติ ก็ควรมีหลักในการนั่ง หรือควรลุกให้บ่อยขึ้น เพื่อให้ร่างกายของเราได้มีการขยับบ้าง การนั่งท่าที่ผิดท่าหรือท่าที่ไม่มีความสบายในการนั่งจะก่อให้เกิดการเกร็งได้ การการที่เรานั่งไขว่ห้างบ่อยๆเป็นเวลานานๆนั้น เรามักจะปวดหลังง่ายที่สุด เพราะอาการนั่งไขว่ห้างเป็นการนั่งที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก มันคือการเกร็งจึงส่งผลให้เราปวดหลังได้ง่ายๆ

หลักการง่ายๆในการนั่งเล่นคอมพิวเตอร์นั้น เราควรนั่งในท่าที่สบายๆ ควรวางเท้าให้แนบกับพื้น ไม่ควรมีการยกไหล่หรือห่อไหล่เพราะมันจะทำให้เราเกร็ง หรือควรนั่งโดยสายตาให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่ควรก้มหน้ามาก เพราะอาจจะเกิดปัญหากับคอของท่านได้ เนื่องจากก้มมากคอก็จะเกิดการเกร็งได้เช่นกัน หากมีอาการปวดคอเท่ากับว่าท่านอยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสมมีการก้มจนเกินไปนั้นเอง 

คอมพิวเตอร์กับการตั้งให้อยู่ในระดับสายตาที่เหมาะสม

หากเราต้องจ้องหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆละก็เราควรวางหรือปรับขนาดหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาที่ปกติ หรือปรับให้อยู่ในเกรณ์ที่มาตราฐาน เพราะมันมีผลต่อระบบสายตาของเรา หากไม่ได้มาตราฐานจะส่งผลให้เราเกิดการจ้องที่มากกว่าเดิม

ส่งผลให้เราเกิดอาการตาพร่าหรือปวดตาได้ เพราะสาเหตุที่เราเกิดอาการตาพร่าหรือปวดตานั้น เกิดมาจากการที่เราจ้องคอมเป็นเวลานานๆ และเป็นการจ้องที่ไม่อยู่ในเกรณ์ที่เหมาะสม หรือไม่อยู่ในระดับความห่างที่สายตาต้องการนั้นเอง

การที่เราใช้แสงมากเกินไปก็ส่งผลให้สายตาของเรามีอาการผิดปกติขึ้นได้ จะสังเกตุได้จากการที่เราจ้องคอมพิวเตอร์บ่อยๆเป็นเวลานานๆ สายตาของเราจะมีการปรับเปลี่ยนค่า บางท่านก็จะทำให้สายตาสั่นลงเลยแหละ นั้นคืเหตุหลักที่ทำให้สายตาสั่นลง

 

การใช้แสงและระยะในการวางคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากสายตาจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ควรห่างจนเกินไปและไม่ควรใกล้จนเกินไป ควรจัดวางให้อยู่ในระดับที่พอดี จึงจะทำให้สายตาของเราไม่ทำงานมากกว่าปกติ

ความรู้เบื้องต้นคอมพิวเตอร์ กับการแบ็คอัพและเรียกคืนข้อมูล

 

การ์ดจอ หรือวีดีโอการ์ด (Video Card)มีหน้าหลักคือการแปลงสัญญาณไฟฟ้าจากคอมพิวเตอร์ไปแสดงผลที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในรูปของภาพเคลื่อนไหวภาพนิ่ง หรือตัวหนังสือ เป็นต้น ซึ่งการ์ดจอสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

–      การ์ดจอ On Board เป็นชิปจีพียู (GPU) ที่ถูกติดตั้งหรือ Build-in
มาพร้อมกับตัวเมนบอร์ดและซีพียูเลย การ์ดจอประเภทนี้จะเน้นการใช้งานทั่วไป ตัวอย่างเช่น Internet, 2D, Microsoft officeและเกมส์หรือโปรแกรมบางประเภทที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก เป็นต้น
แต่ประสิทธิภาพในการทำงานของการ์ดจอชนิดนี้จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของชิปจีพียู (GPU) ที่ถูกติดตั้งมาพร้อมกับเมนบอร์ดและซีพียูด้วย ซึ่งข้อจำกัดหลักๆ ของการ์ดจอชนิดนี้คือไม่สามารถถอดเพื่ออัพเกรดได้
โดยจะมีอินเทอร์เฟซหรือพอร์ตเชื่อมต่อไปยังจอมอนิเตอร์ (Monitor) แบบ VGA, DVI และ HDMI

 

การ์ดจอแบบแยก เป็นการ์ดจอที่แยกออกมาจากเมนบอร์ด

โดยการ์ดจอประเภทนี้จะมีชิปจีพียู (GPU) รวมทั้งหน่วยความจำเป็นของตัวเองซึ่งโดยส่วนมากชิปจะเป็นของตระกูล NVdia และ ATI
โดยการ์ดจอแยกจะมีประสิทธิภาพมากในการประมวลผลทางด้าน 3Dและโปรแกรมที่ต้องการความละเอียดสูงๆ เช่น Games, Solid Work และ AutoCadเป็นต้น ในปัจจุบันนี้การ์ดจอแยกจะมีอินเทอร์เฟซหรือสล็อต (Slot)
เชื่อมต่อบนเมนบอร์ดแบบ PCI Express (PCIe x 16 : 16 LANES = 16 bit perCycle คือ 16 เส้นทางหรือช่องจราจรในการรับ-ส่งข้อมูลซึ่งประกอบด้วยเส้นทางข้อมูล 8 เส้นทาง และเส้นทางรับข้อมูล 8 เส้นทาง)และมีพอร์ตเชื่อมต่อไปยังจอมอนิเตอร์แบบ VGA, DVI และ HDMI

ส่วนการ์ดจอแยกบนเครื่องโน้ตบุ๊ค

ก็จะมีการเชื่อมต่อแบบ PCle 2.0 x16, PCle 3.0×8, PCle 3.0 x16, MXM-A (3.0) และ MXM-B (3.0)เพาเวอร์ซัพพลาย (Power Supply)เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าให้ฮาร์ดแวร์บนเครื่องซีพี ไม่ว่าจะเป็นเมนบอร์ด ฮาร์ดดิสก์ ซีพียูและอื่นๆ เป็นต้น

ซึ่งเอาท์พุทท์ที่ได้จากเพาเวอร์ซัพพลายจะเป็นไฟ DCหรือไปกระแสตรง โดยแรงดันไฟฟ้าที่จ่ายไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบไปด้วย +3.3V, +5 V, +12 V ส่วนกระแสไฟฟ้ามีค่าตั้งแต่ 30 A, 28 A, 18 A, 1.0 A, 2.0 Aและให้กำลังไฟตั้งแต่ 250 W, 550 W, 650 W, 750 W ขึ้นไป
ซึ่งการเลือกเพาเวอร์ซัพพลายก็ควรเลือกที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความต้อ
งการของจำนวนฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ของคุณ